แนวโน้มเงินทุนต่างชาติไหลเข้าไทย: กลับมาซื้อสุทธิรอบ 3 ปี พร้อมกำไรบจ.หนุน Flow ครึ่งปีหลัง
ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยครั้งแรกในรอบ 3 ปีในช่วงครึ่งปีแรก ด้วยเม็ดเงินประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ปัจจัยสำคัญมาจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยที่แข็งแกร่ง โดยกำไรสุทธิรวมในไตรมาสแรกทำสถิติสูงสุด ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า Fund Flow มีแนวโน้มไหลเข้าต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง
KEY POINTS
- นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีในช่วงครึ่งปีแรก ด้วยเม็ดเงินประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท
- ปัจจัยสำคัญคือผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยกำไรสุทธิรวมในไตรมาสแรกทำสถิติสูงสุด
- นักวิเคราะห์มองว่า Fund Flow มีแนวโน้มไหลเข้าต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง
- ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจจากแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ทำให้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นยังน่าดึงดูด
ครึ่งปีแรกต่างชาติกลับเข้าซื้อสุทธิ 2.7 หมื่นล้านบาท
กระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดการเงินไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ หลังขายสุทธิต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยเม็ดเงินไหลเข้าทั้งตลาดหุ้นกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท นักวิเคราะห์ระบุว่าครึ่งปีหลังอาจมีความผันผวนตามทิศทางดอกเบี้ยโลก แต่ประเทศไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนให้เงินทุนต่างชาติทยอยไหลเข้า และแนะนำกลยุทธ์ลงทุนแบบ Selective เน้นหุ้นปันผลสูง หุ้นราคายัง Laggard และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสายงานวิจัย บริษัท หลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ให้ข้อมูลว่า ภาพรวมการเคลื่อนย้ายเงินทุนช่วงครึ่งปีแรกเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อ ตลาดทุนไทย เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ขายสุทธิสะสมรวมกว่า 4.5 แสนล้านบาท
สำหรับครึ่งปีแรก นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท หรือราว 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยยังเป็นหนึ่งในเพียง 2 ประเทศของภูมิภาคเอเชียร่วมกับญี่ปุ่นที่ยังมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิ ขณะที่ตลาดส่วนใหญ่ในภูมิภาคเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ
ปัจจัยหนุนและแนวทาง Selective ในครึ่งปีหลัง
ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการลงทุนในไทยมาจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง โดยกำไรสุทธิรวมในไตรมาสแรกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และการเคลื่อนย้ายเงินทุนยังได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์สงครามและการปรับตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ส่งผลให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสู่หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ต่างชาติขายสุทธิหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธีมเปิดเมืองในช่วงแรก และกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มโรงพยาบาลก็มีแรงขายออกเช่นกัน
แนวโน้มครึ่งปีหลังประเมินว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเผชิญความผันผวนมากขึ้นจากนโยบายการเงินที่ตึงตัว โดยธนาคารกลางสหรัฐยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ เนื่องจากประเทศไทยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนจากกำไรของตลาดหุ้นกับอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบ Selective Buy โดยเลือกหุ้นที่ราคาปรับขึ้นช้ากว่าตลาด รวมถึงหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูง และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยหุ้นเด่นในกลุ่มธนาคาร ได้แก่ TTB ที่คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลประมาณ 3% สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ รวมถึง BBL, KBANK และ KTB
ส่วนกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจ แนะนำ BDMS, BH รวมถึงหุ้นท่องเที่ยวและโรงแรมอย่าง CENTEL และ ERW โดยคาดว่าผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2-3 จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่นักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรตามปัจจัยเฉพาะ แนะนำหุ้นกลุ่มน้ำและน้ำตาล เช่น TTW, EASTW และ KSL เพื่อรับประโยชน์จากสภาพอากาศร้อน และความเสี่ยงของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรและความต้องการใช้น้ำในระยะต่อไป
10 อันดับหุ้นต่างชาติซื้อสูงสุด และ 10 อันดับขายสูงสุด (NVDR) ครึ่งปีแรก
จากการสำรวจของ กรุงเทพธุรกิจ ข้อมูล NVDR ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ครึ่งปีแรกของปี 2569 จำนวน 10 อันดับแรกที่ต่างชาติเข้ามาซื้อขายมากสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ก.ค. 2569) มีดังนี้
10 อันดับหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสูงสุด
- PTTEP มูลค่าซื้อสุทธิที่ 25,420.47 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 141.70 บาทต่อหุ้น
- KBANK มูลค่าซื้อสุทธิที่ 20,268.37 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 195.35 บาทต่อหุ้น
- PTT มูลค่าซื้อสุทธิที่ 19,096.73 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 35.20 บาทต่อหุ้น
- KTB มูลค่าซื้อสุทธิที่ 6,962.02 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 33.28 บาทต่อหุ้น
- DELTA มูลค่าซื้อสุทธิที่ 6,043.31 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 269.66 บาทต่อหุ้น
- PTTGC มูลค่าซื้อสุทธิที่ 5,555.19 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 31.43 บาทต่อหุ้น
- BBL มูลค่าซื้อสุทธิที่ 5,083.39 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 168.59 บาทต่อหุ้น
- TOP มูลค่าซื้อสุทธิที่ 4,821.75 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 46.68 บาทต่อหุ้น
- CPALL มูลค่าซื้อสุทธิที่ 4,295.36 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 46.73 บาทต่อหุ้น
- AOT มูลค่าซื้อสุทธิที่ 3,807.25 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 53.69 บาทต่อหุ้น
10 อันดับหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติขายสูงสุด
- SCB มูลค่าขายสุทธิที่ 4,729.52 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 140.27 บาทต่อหุ้น
- CPF มูลค่าขายสุทธิที่ 3,517.98 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 19.90 บาทต่อหุ้น
- TISCO มูลค่าขายสุทธิที่ 2,058.87 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 113.07 บาทต่อหุ้น
- MINT มูลค่าขายสุทธิที่ 1,802.87 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 22.82 บาทต่อหุ้น
- COM7 มูลค่าขายสุทธิที่ 1,208.68 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 23.30 บาทต่อหุ้น
- OR มูลค่าขายสุทธิที่ 965.30 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 12.89 บาทต่อหุ้น
- BDMS มูลค่าขายสุทธิที่ 933.76 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 19.28 บาทต่อหุ้น
- TIDLOR มูลค่าขายสุทธิที่ 708.51 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 17.13 บาทต่อหุ้น
- TRUE มูลค่าขายสุทธิที่ 531.27 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 13.28 บาทต่อหุ้น
- MTC มูลค่าขายสุทธิที่ 448.21 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 30.94 บาทต่อหุ้น

ข้อควรระวังด้านลิขสิทธิ์: บทความนี้เป็นข้อมูลต้นฉบับของ ThaiDivi กรุณาติดต่อเราสำหรับการขออนุญาตเผยแพร่ซ้ำ